PHILOSOPHY OF THE SUFFICIENCY ECONOMY :)

  “Sufficiency Economy”  is a philosophy that stresses the
middle path as an overriding principle for appropriate conduct by the
populace at all levels. This applies to conduct starting from the level of the
families, communities, as well as the level of nation in development and
administration  so as to modernize in line with the forces of globalization.
“Sufficiency” means moderation, reasonableness, and the need of self –
immunity for sufficient protection from impact arising from internal and
external changes. To achieve this, an application of knowledge with due
consideration and prudence is essential. In particular great care is
needed in the utilization of theories and methodologies for planning and
implementation in every step. At the same time, it is essential to
strengthen the moral fibre of the nation, so that everyone, particularly
public officials, academics, businessmen at all levels, adheres first and
foremost to the principles of honesty and integrity. In addition, a way of
life based on patience, perseverance, diligence, wisdom and prudence is
indispensable to create balance and be able to cope appropriately with
critical challenges arising from extensive and rapid socioeconomic,
environmental, and cultural changes in the world.”

อาหารพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานของไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว จนใครๆก็มักเรียกว่าลาวทั้งๆที่เป็นคนไทย อีสานจึงได้รับเอาอารายธรรม การบริโภคจากประเทศ เพื่อนบ้านมา อาหารพื้นบ้านของภาคอีสานส่วนใหญ่จะเน้นไปที่รสเผ็ด รสเค็ม รสเปรี้ยว ผสมผสานกันเรียกว่า แซบ

ชาวอีสานจะรับประทานข้าวเหนียวกับอาหารที่มีรสจัดและน้ำน้อย วิธีปรุงอาหารมีหลายวิธีคือ ลาบ ก้อย จ้ำจ ุ๊ หมก อ่อม แกง ต้ม ซุป เผา ปิ้ง ย่าง คั่ว ลวก ตำ แจ่ว การปรุงอาหารพื้นบ้านบางวิธีก็มีผักพื้นบ้านเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เช่น ก้อย ซุป ได้แก่ ซุปเห็ด ซุปมะเขือ ซุปหน่อไม้ ตำ ได้แก่ ตำแตง ตำกล้วย ตำถั่ว เป็นต้น

อาหารพื้นบ้านอีสานคนอีสานนั้นชอบกินปลาเป็นพิเศษแต่เป็นปลาน้ำจืดที่มีอยู่ตามแม่น้ำลำคลองและท้องนาไม่ใช่ปลาน้ำเค็ม                     เหมือนทางใต้หรือชายฝั่งตะวันออกที่ติดทะเล จนในปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกว่าใครก็ตามที่มาภาคอีสานก็ต้องสั่งอาหารที่ปรุงจากปลาร้ามารับประทาน

อาหารพื้นบ้านภาคใต้

ลักษณะอาหารพื้นเมืองภาคใต้ อาหารภาคใต้ได้รับวัฒนธรรมจากแขกที่เป็นชาวอินเดีย ศรีลังกา เข้ามาค้าขายโดยผ่านช่องแคบกระบี่ อีกพวกหนึ่งคือวัฒนธรรมจากมาเลเซีย ปีนัง ทำให้อาหารภาคใต้มีทั้งเครื่องขมิ้น เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา ปลาทอดขมิ้น ข้าวซอยไก่ และอาหารอีกหลายชนิด นอกจากพวกแขกแล้ว ชาวจีนที่มาติดต่อค้าขาย ย่อมนำวัฒนธรรมด้านอาหารมาเผยแพร่ และตั้งรกรากอยู่ในภาคใต้

อาหารพื้นบ้านภาคกลาง

อาหารพื้นบ้านภาคกลาง 
เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลอง หนองบึงมากมาย
จึงเป็นแหล่งอาหารทั้งพืชผักและสัตว์น้ำนานาชนิด พื้นที่บางส่วนติดชายฝั่งทะเลทำให้วัตถุดิบ
ในการประกอบอาหารหลากหลายอุดมสมบูรณ์
...... 

………...แกงเผ็ด ...…………........ขนมจีนน้ำยา..….............ห่อหมกปลา....................แกงมัสมั่นไก่

อาหารภาคกลางมีความหลากหลายทั้งในการปรุง รสชาติ และการตกแต่งให้น่ารับประทาน
สืบเนื่องจากการรับและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมจากภายนอก เช่น จีน อินเดีย ชาวตะวันตก 
อีกทั้งอาหารภาคกลางบางส่วนได้รับอิทธิพลมาจากอาหารของราชสำนักอีกด้วย
สำรับอาหารภาคกลางมักมีน้ำพริกและัผัีกจิ้ม โดยรับประทานข้าวสวยเป็นหลัก ลักษณะอาหาร
ที่รับประทานมักผสมผสานระหว่างภาคต่าง ๆ เช่น แกงไตปลา ปลาร้า น้ำพริกอ่อง 

..... ......... ...................... 

.........….............................น้ำพริกกะปิ......................................น้ำพริกลงเรือ.

 

 

อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ

     ในอดีตบริเวณภาคเหนือของไทยเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนามาก่อน ช่วงที่อาณาจักรแห่งนี้เรืองอำนาจ ได้แผ่ขยายอาณาเขตเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และมีผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งนี้ จึงได้รับวัฒนธรรมหลากหลายจากชนชาติต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตประจำวันรวมทั้งอาหารการกินด้วยอาหารของภาคเหนือ ประกอบด้วยข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีน้ำพริกชนิดต่าง ๆ เช่น    น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่องมีแกงหลายชนิด เช่น แกงโฮะ แกงแค นอกจากนั้นยังมีแหนม ไส้อั่ว แคบหมู และผักต่าง ๆ สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคเหนือแตกต่างจากภาคอื่น ๆ นั่นคือ การที่อากาศหนาวเย็นเป็นเหตุผลให้อาหารส่วนใหญ่มีไขมันมาก เช่น น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล  ไส้อั่ว เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งการที่อาศัยอยู่ในหุบเขาและบนที่สูงอยู่ใกล้กับป่า จึงนิยมนำ พืชพันธุ์ในป่ามาปรุงเป็นอาหาร เช่น ผักแค บอน หยวกกล้วย ผักหวาน ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้าน  ชื่อต่าง ๆ เช่น        แกงแค แกงหยวกกล้วย แกงบอน

ตัวอย่างอาหารเมืองเหนือ
 1.ไส้อั่ว  คำว่า อั่ว หมายถึง แทรก หรือยัดไว้ตรงกลาง ไส้อั่ว จึงหมายถึงไส้ที่มีการนำสิ่งของยัดไว้ การทำไส้อั่ว นิยมใช้ไส้หมูและเนื้อหมู การทำไส้อั่ว เป็นวิธีการถนอมอาหาร ให้สามารถรับประทานได้นานขึ้น คือประมาณ 1-2 วัน แต่ถ้าเก็บไว้ในที่เย็น หรือปัจจุบัน มีการบรรจุถุงแบบสูญญากาศ ก็เก็บไว้ได้นานมากยิ่งขึ้น การทำให้ไส้อั่วสุก จะใช้วิธีปิ้ง หรือทอดก็ได้
2. น้ำพริกหนุ่ม คือพริกหนุ่ม คือพริกสดที่ยังไม่แก่จัด น้ำพริกหนุ่ม เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น เป็นอาหารพื้นบ้านล้านนาที่รู้จักกันทั่วไป มีจำหน่ายแพร่หลายแก่นักท่องเที่ยว นิยมซื้อเป็นของฝาก รับประทานกับแคบหมู บางสูตรใส่ปลาร้าสับ และกะปิห่อใบตองย่างไฟ บางสูตรใส่น้ำปลากับเกลือ แล้วแต่ชอบ

อาหารชาววัง

อาหารชาววัง หรือ กับข้าวเจ้านาย คืออาหารที่ประดิษฐ์คิดค้นโดยผู้คนในรั้ววัง มีอัตลักษณ์ที่สำคัญคือ ความอุดมสมบูรณ์และความสดใหม่ของวัตถุดิบในการประกอบอาหาร มีกรรมวิธีในการทำซับซ้อน ประณีต ต้องใช้เวลาและกำลังผู้คนในการทำจำนวนมาก มีลักษณะความแปลกแตกต่าง ความวิจิตรบรรจง รวมถึงมีรสชาติที่นุ่มนวลไม่เผ็ดมาก มีความกลมกล่อมเป็นหลัก องค์ประกอบของอาหารชาววัง ในแต่ละมื้อจะประกอบด้วยอาหารที่มีความหลากหลาย ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีประเภทอาหารอย่างน้อยที่สุด 7 ประเภท คือ ข้าวเสวย เครื่องคาว เครื่องเคียงแกง เครื่องเคียงแขก เครื่องเคียงจิ้ม เครื่องเคียงเกาเหลา เครื่องหวาน อาหารมีครบรส คือ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด อาหารชาววังแตกต่างจากอาหารชาวบ้านคือ การจัดอาหารเป็นชุด หรือ สำรับอาหาร

จากหลักฐานอ้างอิงเดอ ลาลูแบร์ จดบันทึกไว้ว่า อาหารชาววัง คือ อาหารชาวบ้าน แต่มีการนำเสนอที่สวยงาม ไม่มีก้าง ไม่มีกระดูก ต้องเปื่อยนุ่ม ไม่มีของแข็ง ผักก็ต้องพอคำ หากมีเมล็ดก็ต้องนำออก  ถ้าเป็นเนื้อสันก็เป็นสันใน กุ้งก็ต้องกุ้งแม่น้ำไม่มีหัว ไม่ใช้ของหมัก ๆ ดอง ๆ หรือของแกงป่า หรือของอะไรที่คาว